มหิดล เปิดนวัตกรรมสู้ COVID-19 “หุ่นยนต์เวสตี้” เก็บขยะติดเชื้อ และ”หุ่นยนต์ฟู้ดดี้” ส่งอาหาร-ยาใน รพ.

15.Foodie-หุนยนต์ส่งอาหาร-ยา1-Custom-Custom-2.jpg a-785-Custom-1.jpg 1.คณะบริหารและทีมนักวิจัย-Custom-0.jpg

สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 เป็นแรงบันดาลใจให้เกิดนวัตกรรมต่างๆมากมาย เพื่อตอบสนองความต้องการของบุคลากรทางการแพทย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ผนึกความร่วมมือสร้าง 2 นวัตกรรม หุ่นยนต์เวสตี้ (Wastie) เก็บขยะติดเชื้อ และหุ่นยนต์ฟู้ดดี้ (Foodie) ส่งอาหาร-ยาในหอผู้ป่วย เพื่อลดความเสี่ยงอันตรายต่อการติดเชื้อและทดแทนงานหนักของบุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาลในยุคที่เผชิญ COVID-19 จากผลสำเร็จในการทดสอบ คาดจะนำมาใช้ในโรงพยาบาลและโรงพยาบาลสนามในเร็วๆ นี้

รศ.ดร.จักรกฤษณ์ ศุทธากรณ์ คณบดี คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า การนำนวัตกรรมระบบอัตโนมัติ AGV และเทคโนโลยีกำลังมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาดิจิทัลเฮลท์แคร์ (Digital Healthcare) แก่โรงพยาบาลและระบบสาธารณสุขไทยให้เข้มแข็งและมั่นคงปลอดภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะความท้าทายของการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 และนวัตวิถี New Normal อีกทั้งปริมาณขยะติดเชื้อจากหน้ากากและอุปกรณ์ในรพ.เพิ่มมากขึ้น ขณะที่การขาดแคลนบุคคลากรทางการแพทย์ในรพ.ทำให้ภาระงานหนักและความเสี่ยงมากขึ้นต่อการติดเชื้อไวรัส COVID-19 และโรคระบาดต่างๆที่อาจเกิดขึ้น ดังนั้นทีมวิจัย คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ได้สร้าง 2 นวัตกรรม คือ 1.หุ่นยนต์เวสตี้ (Wastie) เก็บขยะติดเชื้อในโรงพยาบาลและโรงพยาบาลภาคสนาม และ2.หุ่นยนต์ฟู้ดดี้ (Foodie) ส่งอาหาร-ยาในหอผู้ป่วย โดยใช้แพลตฟอร์มเทคโนโลยีอัตโนมัติ AGV (Automated Guide Vehicle) รองรับงานหนักและงานเสี่ยงอันตรายด้วยระบบการทำงานขนส่งในโรงพยาบาลอย่างมีประสิทธิภาพและแม่นยำ ทั้งนี้การประยุกต์ใช้ AGV เข้าสู่งานบริการสาธารณสุข จะเสริมสร้างศักยภาพในการลดการแพร่ระบาดโควิด-19 และเป็นแรงขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวเป็นผู้นำบริการเฮลท์แคร์และอุตสาหกรรมเครื่องมือทางการแพทย์ (New S-Curve) ยกระดับพัฒนาโรงพยาบาลอัจฉริยะ (Smart Hospital) เพื่อคุณภาพและความก้าวหน้าของบริการสาธารณสุขแก่ประชาชน พร้อมไปกับคุณภาพชีวิตและความปลอดภัยของบุคลากรที่ดีขึ้น ตลอดจนพัฒนากำลังคนสู่ยุคดิจิทัลได้ทำงานที่ใช้ทักษะทางความคิดสูงขึ้นสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ลดการนำเข้าเทคโนโลยี AGV และซอฟท์แวร์ปีละกว่า 200 ล้านบาท

ดร.เอกชัย วารินศิริรักษ์ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และหัวหน้าโครงการเอจีวีแพลตฟอร์มเทคโนโลยีสำหรับงานบริการในสถานประกอบการสาธารณสุข กล่าวว่า หุ่นยนต์เวสตี้ (Wastie) เก็บขยะติดเชื้อ เกิดจากการมองเห็นปัญหาของขยะติดเชื้อ ซึ่งเป็นปัญหาทางสิ่งแวดล้อมที่มีความสำคัญยิ่งทั้งภายในโรงพยาบาลและสิ่งแวดล้อมภายนอกด้วย ดังนั้น เพื่อลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อผ่านการสัมผัสโดยตรง ทางทีมผู้วิจัยจึงได้คิดค้น หุ่นยนต์ Wastie เก็บขยะติดเชื้อ ประกอบด้วย AGV แบบระบบนำทางด้วยเทปแม่เหล็ก และแขนกล(CoBot) สำหรับยกถังขยะโหลดขึ้น โดยมีระบบ Machine Vision ในการจำแนกประเภทวัตถุและตำแหน่ง การยกแต่ละครั้งได้สูงสุด 5 กิโลกรัม ส่วนของ AGV สามารถรับน้ำหนักบรรทุกได้ถึง 500 kg ความเร็วในการเคลื่อนที่ไม่ต่ำกว่า 8 เมตรต่อนาที ใช้ระบบนำทางแบบ Magnet โดยติดเทปแถบแม่เหล็กไว้ที่พื้นเป็นเส้นนำทาง การทำงานหุ่นยนต์จะเคลื่อนที่ไปตามแนวเส้นนำทาง การทำงานเริ่มจากขดลวดกระตุ้นผลิตสนามแม่เหล็กไฟฟ้าโดยที่มีชุดตรวจจับคอยตรวจจับทำให้การเคลื่อนที่มีความเที่ยงตรงและแม่นยำ เมื่อถึงจุดรับขยะ จะอ่านบาร์โค้ด แล้วยกถังขยะติดเชื้อไปยังกระบะจัดเก็บ หากใช้ใน 4 โรงพยาบาล จะสามารถขนส่งขยะติดเชื้อได้ประมาณ 10 ตันต่อวัน ช่วยลดปัญหาของการหยุดชะงักของการบริการขนส่งจากปัญหาการติดเชื้อของบุคลากรในโรงพยาบาลแล้วส่งผลให้การขนส่งล่าช้าได้มากกว่า 50%

สำหรับหุ่นยนต์ Foodie ส่งอาหาร-ยาในหอผู้ป่วย ตอบโจทย์ช่วยลดภาระบุคคลากรทางการแพทย์จากการสัมผัสตรงกับผู้ป่วย ดังเช่นผู้ป่วยโควิด-19 ต้องใช้บุคคลากรทางการแพทย์ 2 คนดูแลเป็นกิจวัตร รวมทั้งงานหนักที่ต้องใช้คนและเวลามากโดยเฉพาะในโรงพยาบาลที่มีความแออัดและผู้ป่วยจำนวนมาก ทางทีมผู้วิจัยจึงได้สร้างสรรค์นวัตกรรม หุ่นยนต์ Foodie ส่งอาหาร-ยาในหอผู้ป่วย ใช้ระบบนำทางอัจฉริยะด้วยข้อมูลแผนที่ในตัวหุ่นยนต์แบบ QR-Code Mapping สามารถรับน้ำหนักได้ถึง 30-50 kg ความเร็วในการเคลื่อนที่ 8 เมตรต่อนาที ลักษณะหุ่นยนต์ประกอบด้วยชุดขับเคลื่อนที่นำทางด้วยการใช้กล้องอ่าน QR Code บนพื้น AGV จะเคลื่อนที่ตามที่ได้โปรแกรมไว้ และจดจำพิกัดและคำสั่งตามที่บันทึกไว้ในแต่ละ QR-Code ในส่วนของระบบการส่งอาหาร เน้นการขนส่งครั้งละมาก ๆ เพื่อบรรลุเป้าในการทดแทนการคนส่งด้วยมนุษย์ และการออกแบบกลไกให้ส่งถาดอาหารเข้าสู่จุดหมายแบบไม่ไม่ต้องมีมนุษย์เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งในการพัฒนา Foodie สามารถนำส่งอาหาร 3 มื้อ เวชภัณฑ์และอุปกรณ์ไปยังห้องผู้ป่วยหรือเตียงผู้ป่วยในวอร์ดได้ประมาณ 200 คน ต่อวัน รวมทั้งการนำกลับ

ด้านการพัฒนาซอฟท์แวร์ถือเป็นหัวใจของการควบคุมให้เกิดความสมบูรณ์ของนวัตกรรมหุ่นยนต์ขนส่งวัสดุแบบอัตโนมัติทั้ง 2 แบบ สำหรับการจัดลำดับงาน การกำหนดเส้นทางจราจร การจัดเก็บข้อมูลเฉพาะของ รวมถึงการผสานการใช้อุปกรณ์แขนกลในการหยิบจับสิ่งของได้อย่างสะดวก และใช้การผสานกลไกตามหลักฟิสิกส์ (Karakuri) เข้ามาในการขนถ่ายสิ่งของแบบหลักการแรงโน้มถ่วง (ไม่มีไฟฟ้าในระบบ) เป็นการทดแทนการขนถ่ายสิ่งของแบบไม่มีมนุษย์อย่างสมบูรณ์ ตอบโจทย์งานขนส่งและการดูแลผู้ป่วยในโรงพยาบาลทั่วไปและโรงพยาบาลสนามให้มีประสิทธิภาพ โดยทีมวิจัยได้ศึกษาวิเคราะห์และออกแบบสร้างแฟลตฟอร์ม ควบคู่กับการจัดประเภทของฮาร์ดแวร์หุ่นยนต์และ AGV ตามหลักวิศวกรรมและโลจิสติกส์ ส่วนการเชื่อมต่อหุ่นยนต์กับ IoT ของเจ้าหน้าที่ รพ.เพื่อการรายงานและควบคุมมีการเร่งดำเนินการให้ระบบทำงานได้อย่างสมบูรณ์

นพ.สมชาย ดุษฎีเวทกุล หนึ่งในทีมผู้วิจัย และรองผู้อำนวยการศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า จุดเด่นของหุ่นยนต์เวสตี้ (Wastie) เก็บขยะติดเชื้อ และหุ่นยนต์ฟู้ดดี้ (Foodie) ส่งอาหาร-ยา ที่ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก นวัตกรรมทั้งสองนี้ สามารถขนส่งชิ้นส่วนที่มีน้ำหนักได้มากกว่าหุ่นยนต์ทั่วไป และคุ้มค่าต่อคาบเวลาในการขนส่งใน รพ. อีกทั้งมีความแม่นยำของการขนส่งในเส้นทางที่เป็นกิจวัตรประจำ สามารถหยุดตามสถานี เพื่อทำงานในโหมดที่มีคำสั่งที่แตกต่างกันได้ ขณะเดียวกันก็มีความยืดหยุ่นในการปรับแต่งเส้นทางใหม่หากมีการปรับเปลี่ยน โครงสร้างแข็งแรงและทำงานได้อย่างรวดเร็วสอดคล้องกับลักษณะงานของโรงพยาบาล คาดว่าจะสามารถทดแทนการใช้แรงงานบุคลากรในการขนย้ายเวชภัณฑ์ อาหาร พัสดุ และการขนย้ายขยะติดเชื้อในโรงพยาบาลได้มากกว่า 30%
จากภาวะวิกฤติโควิด-19 โรงพยาบาลในประเทศไทยสามารถพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส และตอบรับ วิถีใหม่ New Normal ของคนไทยและสังคมเศรษฐกิจไทยที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพและคุณค่า โดยการนำนวัตกรรมและดิจิทัลเทคโนโลยีมาใช้พัฒนาระบบโลจิสติกส์สาธารณสุขใน รพ. ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพและประสิทธิภาพของบริการรักษาพยาบาล ความปลอดภัยของประชาชนและบุคคลากร นอกจากนี้ยังช่วยลดต้นทุน และลดงานที่ซ้ำซ้อน สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ บริการใหม่ที่ใช้ดิจิตอล การวิเคราะห์เพื่อการรักษาด้านสุขภาพ เพื่อให้มีต้นทุนที่ผู้ป่วยเข้าถึงได้ และปรับให้เหมาะกับการดูแลสุขภาพของผู้ป่วยแต่ละคน สร้างความมั่นใจให้กับผู้ป่วยในการรักษาที่ดีขึ้นโดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพ

Post Author: admin

กิจกรรม,รายการทีวี,ภาพยนต์,คอนเสิร์ต,ละครเวที,เพลงไทย/ลูกทุ่ง/สากล,แมกกาซีน,ข่าวซุบซิบ,โปรโมชั่น,ผลิตภัณฑ์,ยานยนตร์,อสังหาริมทรัพย์,สุขภาพ,ไลฟ์สไตล์,ท่องเที่ยว,ไอที